โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ หรือที่ใครหลายๆคนคงรู้จักกันดี กับชายผู้เป็นเจ้าของบทบท Iron Man ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายหนังชื่อดังอย่าง Marvel และคุณรู้หรือไม่ว่ากว่าที่ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ จะกลายมาเป็นดาราที่ดังเป็นพลุแตกในปัจจุบันนี้ ชีวิตก่อนหน้านี้ของเขานั้นต้องพบเจอกับอุปสรรคอะไรมาบ้าง และในวันนี้เราจะพาคุณย้อนอดีตไปดูภูมิหลังของผู้ชายคนนี้กันครับ

กว่าจะมาเป็น โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์

ผมเชื่อว่าในเวลานี้คงจะไม่มีใครที่จะไม่รู้จักกับตัวละครอย่าง IronMan เพราะตัวละครนี้เป็นตัวละครที่โด่งดังที่สุดในจักรวาลหนังอย่าง Marvel ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่จดจำของใครหลายๆคน คงมาจากการแสดงที่เล่นได้ดีและตีบทแตกของนักแสดงหนุ่มที่มีชื่อว่า โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครที่จะสามารถแสดงบท Tony Stark ได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นไอรอนแมนที่คุณรู้จักนั้น ชีวิตของเขาได้พบเจอและฝันฝ่ามรสุมมามากมาย โดยตัวเขาได้เริ่มต้นก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่อายุ5ขวบเพราะพ่อของเขาเป็นผู้กำกับหนังอินดี้จึงกำกับให้เขาได้เขามาเล่นบทเล็กๆเป็นตัวประกอบในหนังของตัวเองส่วนแม่ของเขาก็ทำงานในวงการจึงทำให้ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ เติบโตขึ้นมาท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์ตั้งแต่ยังเด็กเขาเริ่มต้นเสพกัญชาตั้งแต่อายุ6ขวบโดยผู้ที่หยิบยื่นสิ่งนั้นให้เขาก็คือพ่อของเขาเอง และนั้นคือจุดเริ่มต้นของหายนะในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนที่ผมกับพ่อเสพกัญชาร่วมกัน มันเหมือนกับว่าเขาพยายามจะถ่ายทอดความรักที่มีต่อผมมาให้ในแบบที่เขาทำได้” ซึ่งในภายหลังพ่อของเขาได้บอกว่า “การที่ให้ลูกชายของผมเสพกัญชาในครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต” และเมื่อ โรเบิร์ต อายุ11ปีพ่อและแม่ของเขาก็ต้องแยกทางกันทำให้ตัวเขาต้องย้ายตามพ่อมาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย และเมื่อเข้าชั้นมัธยมปลายเขาก็ได้ตัดสิใจลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาเริ่มต้นเป็นอาชีพนักแสดงเต็มตัวที่นิวยอร์ค และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มรับงานแสดงในบทเล็กๆรวมไปถึงพิธีกรรายการชื่อดังอย่าง Saturday nightlife ในปี1985 จากนั้นเขาก็รับงานแสดงมาเรื่อยๆ และภาพยนตร์ที่ทำให้เขาแจ้งเกิดในฐานะนักแสดงก็คือ less than zero ในปี1987 ซึ่งตัวเขาได้รับบทเป็นลูกชายเศรษฐีแต่ดันไปติดยาทำให้ชีวิตดิ่งลงเหวซึ่งนั้นเป็นบทที่ใกล้เคียงกับชีวิตของเขาในตอนนั้นมากๆ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับแสดงบทนำในภาพยนตร์มากมาย ด้วยฝีมือในการแสดงที่โดดเด่น ทำให้ทางเดินไปสู่ความสำเร็จของเขาในวงการภาพยนตร์ก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นแต่ในทางกลับกลันตัวเขาได้เริ่มติดยาหนักขึ้นเรื่อยๆเช่นกันและเริ่มทดลองเสพสารเสพติดสารพัดชนิดที่มีทั้ง โคเคน เฮโรอีน และกัญชา ซึ่งทำให้ดาราสาวอย่าง ซาร่า เจสสิก้า ปาร์คเกอร์ ที่คบกันมา7ปีต้องขอเลิกเพราะทนไม่ไหว ต่อมาตัวเขาเองยังคงแสดงภาพยนตร์มาอย่างต่อเนื่องและอีกหลายเรื่องในช่วงเวลานั้น และเมื่อถึงปี1996 กราฟชีวิตของเขาก็พุ่งต่ำลงเรื่อยๆเมื่อเขาถูกจับในขณะเมายาและเปลือยกายขับรถบนท้องถนนและยังพกอาวุธปืนพร้อมมีเฮโรอีนกับโคเคนในครอบครองซึ่งในครั้งนั้นตัวเขาได้ถูกตัดสินให้รอลงอาญาและนั้นทำให้เขาต้องพบเจอกับปัญหาและคดีความมากมายเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่นานอีกเป็น 10ๆปี จึงทำให้ชีวิตของเขาตกต่ำจนถึงขีดสุด แต่แล้ววันหนึ่งเขาได้ขับรถไปนั่งกินเบอร์เกอร์คิงที่สวนสาธารนะแห่งหนึ่งและนั่นทำให้ตัวเขาได้นั่งคิดนั่งทบทวนถึงปัญหาต่างๆที่ตัวเขาได้พบเจอและทำให้เขาได้พบข้อสรุปที่ว่าต้นเหตุแห่งความเลวร้ายทั้งหมดมันเกิดมาจากสารเสพติด ตัวเขาจึงตัดสินใจออกจากร้านและนำยาเสพติดทั้งหมดไปโยนทิ้ง และในวันนั้นเองเป็นวันที่ตัวเขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก หลังจากที่เขาเลิกยุ่งกับยาเสพติดแล้วหนทางการกลับเข้าสู่วงการบันเทิงก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดเพราะใครละจะจ้างคนที่มีชื่อเสียงไม่ดีและถูกมองในแง่ลบ แต่แล้วสุดท้ายคนที่มาช่วยชีวิตเขาไว้ก็คือ เมล กิ๊บสัน ได้ช่วยเหลือด้วยการออกค่าประกันหนังให้กับตัวเขาและได้ทำให้เขามีโอกาสได้กลับมาโลดแล่นในวงการภาพยนตร์อีกครั้งและเขาได้กลับมาทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่มียาเสพติดมาเกี่ยวข้องอีกและเมื่อได้รับโอกาสให้มารับบทเป็น Tony Stark ในจักวาลหนังของ Marvel นั่นก็ทำให้เขากลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตอีกครั้ง และส่งผลทำให้ตัวเขาได้รับรางวัลมากมายและยังติดอันดับนักแสดงที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นขวัญใจเด็กๆและเป็นที่รักของทุกคนทั้งในวงการและนอกวงการ และคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมายสำหรับชีวิตของเขาในปัจจุบันนี้ จากตัวอย่างของเรื่องนี้ก็ทำให้เราได้รู้ว่ายาเสพติดนั้นไม่เคยทำให้ใครดีขึ้นหากคุณไม่อยากที่จะตกต่ำแล้วละก็ เราก็ไม่ควรไปยุ่งกับมันเป็นดีที่สุด

และสุดท้ายขอบคุณบทความดีๆจาก http://patador.com